Skip to Content

รัฐแจกเงินผ่านภาษี! ทำไม SME 9 ใน 10 ยังควักเนื้อจ่ายค่าการตลาดเอง?

6 มีนาคม ค.ศ. 2026 โดย
Few
| ยังไม่มีความคิดเห็น

เปิดทุกมิติ! "ลดหย่อนภาษี 2 เท่า" อาวุธลับ SME ที่รัฐให้ แต่ 90% ใช้ไม่เป็น


ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเผชิญ ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือและผลักดันธุรกิจ นั่นคือ "มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)" ซึ่งอนุญาตให้บริษัทหักรายจ่ายจากการลงทุนในคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์หรือค่าใช้บริการซอฟต์แวร์ได้ถึง 2 เท่า

.

นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการจำนวนมากยัง "ไม่เข้าใจ" หรือ "ไม่แน่ใจ" ว่ารายจ่ายประเภทใดบ้างที่เข้าข่าย หลายคนยังคงคิดว่าต้องเป็นการซื้อโปรแกรมบัญชีราคาแพงหรือระบบ ERP ขนาดใหญ่เท่านั้น จนทำให้พลาดโอกาสทองในการประหยัดภาษีไปอย่างน่าเสียดาย

วันนี้ แอดมินเพจ SMEneedtoknow จะมาถอดรหัสมาตรการนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมชี้ให้เห็นว่า "รายจ่ายดิจิทัล" ที่คุณทำอยู่ทุกวัน สามารถกลายเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ทรงพลังได้อย่างไร 

ถอดรหัส "รายจ่ายดิจิทัล" ที่ซ่อนอยู่ในการทำงานทุกวัน

คำว่า "ซอฟต์แวร์" ในความหมายของมาตรการนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โปรแกรมที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ แต่ยังครอบคลุมถึง "บริการซอฟต์แวร์" (Software as a Service - SaaS) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจยุคใหม่ ลองมาดูตัวอย่างกันครับ

1.อัปเกรดสื่อการตลาดให้เป็นดิจิทัล

  • E-Catalog / E-Menu: หากคุณใช้บริการแพลตฟอร์มสำหรับสร้างแคตตาล็อกหรือเมนูออนไลน์ ที่สามารถอัปเดตข้อมูลสินค้าและราคาได้เองแบบเรียลไทม์ "ค่าบริการรายเดือน/รายปี" ของแพลตฟอร์มนั้น ถือเป็นค่าบริการซอฟต์แวร์ที่นำไปหักรายจ่ายได้ 2 เท่า
  • ระบบ QR Code แบบไดนามิก: การลงทุนสร้างระบบ QR Code ที่ไม่ใช่แค่ลิงก์ธรรมดา แต่เป็นระบบที่คุณสามารถเข้ามาจัดการหลังบ้านได้ เช่น เปลี่ยนโปรโมชั่นปลายทาง, ดูสถิติคนสแกน หรือสร้างหน้า Landing Page สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้า "ค่าบริการสร้างและจัดการระบบ" เหล่านี้ ถือเป็นการลงทุนด้านซอฟต์แวร์

2.ลงทุนในซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • ระบบจัดการร้าน (POS): ค่าเช่าใช้ระบบ POS สมัยใหม่ที่เชื่อมต่อกับระบบสต็อกและระบบสมาชิก ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย
  • ระบบลูกค้าสัมพันธ์ (CRM): ค่าบริการแพลตฟอร์ม CRM สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้าและทำการตลาดแบบเจาะจง
  • โปรแกรมสำหรับการทำงานร่วมกัน: ค่าใช้จ่ายสำหรับ Cloud Storage (Google Workspace, Microsoft 365) หรือโปรแกรมสำหรับบริหารโปรเจกต์ (Asana, Trello) สำหรับองค์กร

3.ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลเว็บไซต์

  • ค่าจ้างพัฒนาเว็บไซต์: การลงทุนจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทเพื่อสร้างหรือปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัท
  • ค่าเช่าใช้แพลตฟอร์มเว็บไซต์สำเร็จรูป: ค่าบริการรายปีของแพลตฟอร์มอย่าง Shopify หรือ Wix สำหรับธุรกิจ ก็สามารถนับเป็นค่าบริการซอฟต์แวร์ได้เช่นกัน . อย่าปล่อยให้ "สิทธิ์" ที่ควรได้ กลายเป็น "อากาศ"

มาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโอกาสที่อยู่ในรายจ่ายประจำของธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแค่เราต้องเปลี่ยนมุมมองและทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

คำแนะนำสำหรับ SME:

  1. รวบรวมใบเสร็จ: ลองกลับไปดูใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์หรือบริการออนไลน์ต่างๆ ที่คุณจ่ายไป
  2. สอบถามผู้ให้บริการ: สอบถามซัพพลายเออร์ของคุณว่าบริการที่ใช้อยู่นั้นเข้าข่าย "ค่าบริการซอฟต์แวร์" หรือไม่ เพื่อขอเอกสารให้ถูกต้อง
  3. ปรึกษานักบัญชี: นำข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีของคุณ เพื่อวางแผนการใช้สิทธิ์ให้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้...คุณอาจจะจ่ายเงินเท่าเดิมเพื่อทำให้ธุรกิจดีขึ้น แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คุณจะได้รับ "เงินคืน" ในรูปแบบของการประหยัดภาษีกลับมาอย่างมหาศาล อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปครับ!

แชร์โพสต์นี้

ก่อนอ่าน... พวกเรากดติดตาม

LINE OA: @smeneedtoknow

เพื่ออัปเดตความรู้อื่น ๆ แล้วหรือยัง?

เพิ่มเพื่อน

แท็ก
บล็อกของเรา
เก็บถาวร
ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อแสดงความคิดเห็น