ในการทำธุรกิจ “การเป็นที่จดจำ” สำคัญพอๆ กับ “การขายได้” และสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของเราถูกจดจำได้ในหัวลูกค้า...ไม่ใช่แค่โลโก้ ไม่ใช่แค่สี แต่คือ การสร้างจุดยืนเฉพาะตัว
.
และทางการตลาด มีเครื่องมือที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์จุดยืนของคู่แข่งในตลาด และตัวเราเอง เพื่อให้เราเห็นจุดยืนของคู่แข่ง และตัวเราเองอย่างชัดเจน ที่มีช่อเรียกว่า “Positioning” หรือการวางตำแหน่งของแบรนด์ในใจคน
.
Positioning ไม่ใช่แค่การเขียนกราฟให้รู้จุดยืนแล้วจบ แต่คือการ “เลือกบทบาท” ที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักเราแบบนั้นทุกครั้งที่นึกถึง และวิเคราะห์หากลยุทธ์ที่จะทำให้เราไปสู่จุดนั้นได้จริงๆ
.
เช่น ถ้าเราคือร้านกาแฟ เราอยากให้คนรู้จักว่า “ร้านที่เงียบที่สุดในย่านนี้” หรือ “ร้านที่เปิดดึกสุดในซอย”? Positioning ที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่คือความ ชัดเจน และแตกต่างอย่างมีเป้าหมาย
.
ตัวอย่าง 3 แบรนด์ ที่ใช้ Positioning แสดงจุดยืนที่ชัดเจน และบ่งบอกถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันถึงแม้จะอยู่ในตลาดเดียวกัน
.
1. MK สุกี้ วางตำแหน่งเป็น “ร้านของครอบครัว”
.
MK ไม่พยายามแข่งด้วยโปรโมชั่นหรือความถูก แต่เลือกวางภาพแบรนด์ให้เป็น “พื้นที่สำหรับครอบครัว” ที่อบอุ่น สะอาด มีมาตรฐาน และใช้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น เสียงเพลง MK, พนักงานโค้ง 90 องศา, และการเสิร์ฟชาจีน ล้วนสื่อสาร Positioning นี้ทุกจุด
.
ผลลัพธ์? : MK กลายเป็นแบรนด์ที่คนไว้ใจ พ่อแม่ชวนลูกหลานไปกิน และเป็นมาตรฐานที่ร้านอื่นพยายามเลียนแบบ
.
2. สุกี้ตี๋น้อย นิยามตัวเองใหม่ว่า สุกี้สำหรับคนกลางคืน
.
แทนที่จะชน MK ด้วยการเลียนแบบ ตี๋น้อยเลือก Positioning ว่า “เปิดดึก คุ้มค่า และเข้าถึงง่าย” ร้านเปิดถึงตี 5 ราคา 199 บาท มีที่จอดรถเยอะ รองรับกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานกะกลางคืน
.
ผลลัพธ์? : ตี๋น้อยกลายเป็นแบรนด์ที่ชัดเจนในกลุ่มเป้าหมายของตัวเองลูกค้าไม่เอาไปเทียบกับ MK เพราะ “คนละเกม”
.
3. ลัคกี้สุกี้ – สุกี้สำหรับ “ชุมชนใกล้บ้าน”
.
ลัคกี้ไม่พยายามแข่งเรื่องเวลาเปิดหรือราคา แต่วาง Positioning ว่าเป็น “ร้านที่คนใกล้บ้านกินได้บ่อย” เลือกทำเลในคอมมูนิตี้มอลล์ เดินง่าย จอดรถง่าย แถมต่อยอดด้วย Lucky BBQ สร้างภาพลักษณ์ “ร้านกินข้าวประจำครอบครัว”
.
ผลลัพธ์? : กลายเป็นแบรนด์ที่โตเร็วสุดในสายบุฟเฟ่ต์ ด้วย Positioning ที่ชัดและใกล้ตัวคน

แล้วธุรกิจเราจะวาง Positioning ยังไงให้แข็งแกร่ง? มาดู 5 เทคนิควาง Positioning ที่จะทำให้แบรนด์เรา มีจุดยืนที่ชัดเจนและแตกต่างกัน
.
1. เลือกจะเป็นใครในใจลูกค้า (ไม่ใช่ในตลาด)
.
อย่าถามว่า “เราขายอะไร” ให้ถามว่า “ลูกค้าอยากให้เราช่วยอะไร” Positioning ที่ดีต้องตอบความรู้สึก ไม่ใช่แค่คุณสมบัติ
.
ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าดีที่สุด แต่ซื้อสิ่งที่ “รู้สึกว่าใช่ที่สุด”
.
2. หากลุ่มเป้าหมายที่คนอื่นยังไม่สนใจ
.
ตลาดไม่ใช่มีแค่ “วัยรุ่น” กับ “ผู้ใหญ่” ลองลงลึก เช่น “พนักงานกะกลางคืน” หรือ “ครอบครัวที่มีลูกเล็ก” แล้ววางแบรนด์ให้ตอบเขาโดยเฉพาะ
.
เจาะให้แคบ = ชัดเจนยิ่งกว่า
.
3. สร้างบรรยากาศ-บริการให้สื่อสารเหมือนกันทุกจุด
.
Positioning ไม่ใช่แค่โพสต์หน้าเพจ แต่ต้องปรากฏในเมนู, การพูดของพนักงาน, ไปจนถึงบรรยากาศร้าน
.
ทำให้ลูกค้า รู้สึกถึง Positioning จากประสบการณ์ ไม่ใช่จากคำพูด
.
4. กล้าที่จะพูดซ้ำสิ่งเดิม จนกลายเป็นภาพจำ
.
MK ไม่เคยหยุดเปิดเพลง “เอ็มเค…สุกี้!” ตี๋น้อยไม่เคยหยุดพูดว่า “เปิดถึงตี 5”
.
ทำซ้ำๆ ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน จะกลายเป็นภาพจำที่ยากจะลืม
.
5. อย่าพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน
.
เพราะสุดท้ายจะไม่มีใครจดจำอะไรเราเลย เลือกแค่ 1–2 สิ่งที่อยากให้คนจำ แล้วทำให้ดีที่สุด
.
แบรนด์ที่ชัดเจน = แบรนด์ที่คนเลือกจะจำ

Positioning ไม่ใช่แค่การหาจุดขาย แต่มันคือ “การเลือกจะเป็นใครในสายตาลูกค้า” แบบตั้งใจ
.
แล้วแบรนด์พวกเราล่ะ ตอนนี้มีจุดยืนในตลาดที่ชัดเจนกันแล้วหรือยัง ถ้ายัง ลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ และสักวันเรานี่แหล่ะที่จะครองทั้งใจและครองตลาดแบบยิ่งยืน
.
ความรู้ดีๆ แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ SME need to know เราจะเติบโตแบบยิ่งยืนไปด้วยกันครับ