
เมื่อรู้อยู่ทั้งใจแล้ว ว่าคอนเทนต์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โฆษณาเรามีประสิทธิภาพขึ้นได้ แล้วคอนเทนต์แบบไหนละที่เหมาะสมในการนำมาทำโฆษณา
ก่อนอ่าน... พวกเรากดติดตาม
LINE OA: @smeneedtoknow
เพื่ออัปเดตความรู้อื่น ๆ แล้วหรือยัง?
จากเนื้อหาล่าสุดที่เพิ่งได้พูดถึงปัญหาหลักของธุรกิจเรื่องการทำคอนเทนต์สำหรับโฆษณา ใครยังไม่ได้อ่าน กลับไปอ่านได้ที่ลิงก์นี้นะครับ...
บทความนี้จะมาพูดถึแนวทางการแก้ไขปัญหานี้กัน โดยจะไล่คู่ขนานกับปัญหาจากเนื้อหาบทความที่แล้ว ประเด็นต่อประเด็นกันเลย จะได้ทำความเข้าใจกันง่ายขึ้น
ถ้าพร้อมล้ว เหล่านี้คือ List แนวทางของธุรกิจที่มีจะช่วยให้ได้คอนเทนต์สำหรับไปใช้ยิงแอดโฆษณาให้ได้มักได้ผลกันสักที

1. เลือก Key Message ที่ชนะใจลูกค้ามาใช้
หลักคิดเรื่องนี้ค่อนข้างง่ายนะครับ คือ ให้เรามองตัวแปร 3 ตัวหลักนี้
ได้แก่
- ตัวเราเอง
- คู่แข่ง
- ลูกค้า
จับเอา 3 ตัวนี้มาวิเคราะห์ร่วมกันนะครับ เพื่อหา Winning Zone ให้ได้ คือ พูดวลีที่แสดงความโดดเด่นหรือเก่งของเรา โดยที่คู่แข่งไม่สามารถพูดตามได้ (ทั้งในวันนี้ และในเร็ววัน) และที่สำคัญ ลูกค้าต้องอยากฟังด้วย

- ตัวเองเอง - พูดวลีที่แสดงความโดดเด่นหรือเก่งของเรา
- คู่แข่ง - ไม่สามารถพูดตามได้ (ทั้งในวันนี้ และในเร็ววัน)
- ลูกค้า - อยากฟังในสิ่งที่เราพูด
หาประเด็นให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ ซึ่งมีเยอะดีกว่าไม่มีหรือมีน้อยนะครับ แล้วทำ List เอาไว้
.
ที่สำคัญ จำไว้ให้แม่นว่า มันจะต้องตอบโจทย์เงื่อนไขที่ระบุไว้ทั้ง 3 คน ทั้ง ตัวเราเอง, คู่แข่ง และลูกค้า
.
ไม่งั้น Key Message นี้ จะมีประสิทธิภาพต่ำหรือด้อยเกินไปที่จะนำมาใช้ในบางกลุ่มเป้าหมายได้
มีบทความนึงที่เขียนอธิบายเกี่ยวกับการหา Key Message เอาไว้ด้วยหลัก FABs อยากให้ลองตามไปอ่านกันดูครับ น่าจะทำให้ช่วยเรื่องนี้ได้ครับ

2. เลือกประเด็นหลักแค่เรื่องเดียวในภาพอาร์ตเวิร์ก
Key Message หรือวลีที่ได้มาจากข้อที่ 1 จำไว้เลยว่า ต้องเลือกใช้แค่เรื่องเดียวมาใช้ทำเป็นภาพอาร์ตเวิร์ก อย่าหยิบหลาย ๆ Key Message มายัดอยู่ในภาพ ๆ เดียว
.
ให้ภาพนี้สื่อประเด็นของจุดเด่นเราให้ชัด ประเด็นเดียวเท่านั้น
.
บางคนเริ่มมีคำถามว่า อ้าวแล้วถ้าเรามีจุดเด่นหลายข้อล่ะ จะต้องเลือกตัวไหน
.
คำตอบง่าย ๆ เลยครับ คือ ไม่ต้องเลือก ก็เอามันมาหมดนั่นแหละ เพียงแค่ ให้แยกอาร์ตเวิร์กกัน อย่าเอาไปรวมกันอยู่ที่อาร์ตเวิร์กเดียว
.
เพราะตอนที่เช็ตโฆษณา แพลตฟอร์มจะให้เราสามารถอัปโหลดอาร์ตเวิร์กที่แตกต่างกันหลาย ๆ ตัว เข้าไป เพื่อให้เป็นตัวเลือกสำหรับระบบของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ในการปล่อยเนื้อหาใด ๆ ไปแสดงผลต่อกลุ่มเป้าหมาย
.
ซึ่งเอาจริง ๆ แพลตฟอร์มเองก็เชียร์ให้ธุรกิจทำแบบนั้นอยู่นะ เพื่อให้ได้ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า การมีตัวเลือกเดียวให้แพลตฟอร์มนำไปแสดงผลอยู่แล้ว
![]()
![]()


3. เลือกภาพที่สะท้อน ล้อกันกับหัวข้อเรื่อง
เมื่อได้ Key Message ที่เป็นตัวขายแล้ว ภาพที่ใช้ประกอบ ก็ต้องล้อกันกับ Key Message ด้วย มันจะเป็นบริบทตัวช่วยให้ข้อความนั้นมันกระแทกหัวใจของลูกค้าได้ง่ายขึ้น
.
ถ้าเคยได้ยินคำว่าภาพแทนข้อความได้ล้านคำ อันนี้ก็เห็นได้เลยว่า ไม่ผิดจากประโยคนี้เท่าไหร่นัก
.
เพราะภาพจะช่วยทำให้ความเข้าใจของเนื้อหาที่ลูกค้าอ่าน ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากทำได้ถึงขั้นที่ว่า ลูกค้ารู้สึกว่าภาพนั้นมันบอกเรื่องราวหรือประสบการณ์ของตัวเขาเองได้ อันนี้ถือประประสบความสำเร็จเลยล่ะ


4. จัดเรียงคอนเทนต์ตาม Purchase Funnel
การทำความเข้าใจ Stage ของ Purchase Funnel นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะแต่ละ Stage ลูกค้ามีความต้องการ หรือมีความรู้สึกต่อสินค้า/ บริการของธุรกิจไม่เท่ากัน
.
เราต้องแยกให้ชัดว่า ธุรกิจของเราจะแบ่งลูกค้าเป็นกี่ Stage แล้ว Stage ไหน ควรใช้ข้อความหรือเนื้อหาแบบไหนในการสื่อสาร
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stage แรกสุด ซึ่งก็คือการโฆษณา ซึ่งถือเป็นด่านแรก ที่ลูกค้าจะได้พบเจอกับแบรนด์ของเราเป็นครั้งแรก
.
เราต้องรู้ให้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายที่จะเจอกับคอนเทนต์นี้ เขารู้จักเราดีแค่ไหน
- รู้จักดี เพราะมีการซื้อสินค้าเราอยู่ - คอนเทนต์จะยัดโปรโมชั่นไป อันนี้ทำได้เลยนะ
- รู้จักแต่ไม่เคยใช้สินค้าของเราเลย - คอนเทนต์ต้องแสดงให้เห็นความแตกต่างกับสินค้าคู่แข่งให้ชัด
- ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนเลย - ต้องสร้างให้ลูกค้ามองเห็นประสบการณ์ร่วมกับสินค้าของเราให้ได้
นี่เป็นตัวอย่างเบื้องต้นที่ธุรกิจควรทำความเข้าใจให้ได้ว่า Funnel ของธุรกิจเรานั้น มันมีกี่ขั้น และแต่ละขั้นนั้น มีลูกค้าคนไหนอยู่
.
การทำแบบนี้ได้ จะช่วยให้ทุกอาร์ตโฆษณาของเรา ยังผลได้มากกว่า แค่ขอให้ได้มีโฆษณาออกไปก่อนเท่านั้นเอง


5. สร้างภาพจำที่จะเป็น Brand Identity ของแบรนด์ให้จงได้
อัตลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่หลาย ๆ ธุรกิจมองข้าม ซึ่งการให้ความสำคัญกับเรื่องของเนื้อหาก็ไม่ผิด แต่จะผิดตรงที่ ไม่กำหนดและควบคุมการแสดงอัตลักษณ์ภาพจำแบรนด์ในการโพสต์หรือโฆษณาแต่ละครั้งเลย
.
อย่างน้อย ๆ การกำหนดและควบคุมสีหลักของแบรนด์ที่อยู่บนอาร์ตเวิร์ก ก็ควรต้องมี
.
ถ้าลองให้นึกถึงสายการบินราคาประหยัดที่มีสีเหลือง พวกเรานึกถึงแบรนด์อะไร?
.
ถ้าลองให้นึกถึงแบรนด์ธนาคารสีชมพูสดใส เราจะนึกถึงแบรนด์อะไร?
.
นั่นแหละครับ ที่เรียกว่าอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) ในมิติของสี ซึ่งที่ยกตัวอย่างไปนั้น มันมีแต่แค่เรื่องสีเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องดที่ต้องนำมากำหนดใช้ร่วมกับสี เพื่อสร้างเป็นอัตลักษณ์ประจำของแบรนด์
.
การสร้างภาพจำจึงสำคัญไม่แพ้กันกับเรื่องอื่น ๆ เพราะต่อให้ทำคอนเทนต์ออกมาดีแค่ไหน แต่คนจำไม่ได้ว่าแบรนด์อะไร ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี โดยเฉพาะแบรนด์หรือธุรกิจที่อาจไม่ได้เน้นขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่แค่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าได้รู้จัดแบรนด์แล้วไปซื้อกันผ่านช่องทางออฟ์ไลน์


และนี่คือทั้งหมดของ 5 หลัก ที่ช่วยเคาะคอนเทนต์ ในแบบที่ธุรกิจคุณควรเลือกใช้ ซึ่งอาศัยแต่เพียงการอ่านแล้วจำไปใช้แค่นั้นคงไม่พอ ต้องลงมือปฏิบัติจริง ๆ ด้วย ถึงจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
.
อีกอย่างคือ ธุรกิจแต่ละประเภทก็มักจะมีความแตกต่างกันในด้านการการสื่อสาร จะมาใช้แนวทางแบบกว้าง ๆ ก็คงไม่พอ
.
สำหรับใครที่อยากวางโครงสร้างของเรื่องทั้งหมดนี้แบบมืออาชีพ โดยได้ Workshop ได้คิดจริง ทำจริง แบบที่มีคนคอยแนะนำว่าที่เรากำลังคิดกำลังทำนั้นจะไปได้ดีอยู่ หรือกำลังหลงทาง
อ.ออดี้ นินจาการตลาด SME need to know กำลังเปิดคอร์สที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ...
เลือกหา Key Message ที่จะชนะใจลูกค้าได้ แบบมีแพทเทิร์น มีแบบแผนที่เอาไปแกะจุดเด่นของสินค้าตัวเอง และสร้างเป็นวลีได้อย่างไม่จำกัด
ได้แนวทางจัดวางภาพอาร์ตเวิร์กที่สะท้อนวลีหลักที่จะเอามาให้ได้อย่างลงตัว จะทำเองหรือตรวจงานลูกน้องหรือเอเจนซี่ ก็จะมีหลักจับที่ชัดเจน ไม่ใช่แต่อารมณ์อีกแล้ว แล้วต่อจากนี้
วางโครงสร้าง Customer Journey หรือ Stage ของ Purchase Funnel ได้อย่างลงตัว รู้ว่าต้องเตรียมคอนเทนต์แบบไหน ในการโฆษณา โฆณาแล้วต้องภาพลูกค้าที่คลิกเข้ามาไปทางไหนต่อ และต้องใช้คอนเทนต์แบบไหนในการสื่อสารกับลูกค้ารายที่เข้ามาถึงในแต่ละ Funnel ที่ลึกขึ้น

เข้าใจหลักในการสร้างภาพจำ Brand or Corporate Identity เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเนื้อหาสินค้าของคุณ ไม่ว่าลูกค้าจะเห็นเมื่อไหร่ ก็จำได้ว่ากำลังเจอแบรนด์อะไรอยู่ ต่อให้ไม่ซื้อ อย่างน้อย ๆ ก็ได้ภาพจำก็ยังดีกว่า ไม่จำอะไรเลย
ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจที่ได้เรียน ได้รับความรู้แบบเดียวกับที่เอเจนซี่ใช้ทำงานให้กับแบรนด์จนประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว
.
สนใจ คลิกเลยที่ภาพข้างล่างนี่ครับ..



