Skip to Content

รวมเทคนิคใช้แพ็กเกจ LINE OA ให้โคตรคุ้ม วิเคราะห์โดย LINE Certified Coach 2019-2024

10 มีนาคม ค.ศ. 2026 โดย
Few
| ยังไม่มีความคิดเห็น

ข้าวของยังแพงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคหรือน้ำมันก็ตาม ชาว SME หนีไม่พ้นกับเขาเหมือนกัน เพราะต้นทุนการตลาดดิจิทัลก็มีการไต่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทั้งค่ายิงแอดโฆษณา ค่าจ้างพนักงานการตลาดออนไลน์ และรวมถึงค่าใช้จ่ายของแพ็กเกจ LINE OA ที่ธุรกิจส่วนใหญ่ที่เติบโตได้ดีมาก ๆ นิยมใช้กัน

ยิ่งถ้าหากมีเพื่อนติดตามเยอะถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องมีการวางแผนงบการใช้แพ็กเกจบรอดแคสต์กันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งนั่นก็คือ เนื้อหาของเราในบทความนี้นั่นเอง

ภาพแพ็กเกจล่าสุดสำหรับการบรอดแคสต์ LINE OA

คำถามคือการขยับราคาครั้งนี้ส่งผลกระทบอะไรกับชาวธุรกิจ SME หรือไม่ คำตอบก็คือกระทบแน่นอน โดยเฉพาะแพ็กเกจ Pro ที่ต้นทุนต่อการบรอดแคสต์เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จาก 0.04 บาท เป็น 0.06 บาท/ ข้อความ ยิ่งผู้ติดตามเยอะ เงินที่ใช้ยิงข้อความย่อมจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปโดยปริยาย

“ถ้าวิเคราะห์กันลึก ๆ หาก คุณเป็น SME ที่ยังมีผู้ติดตามไม่มากนัก (ไม่เกิน 35,000 ข้อความต่อเดือน) แทบจะไม่มีผลกระทบใด ๆ เลย”

แต่ถ้าเป็นระดับ Corporate ที่มีจำนวนข้อความเป็นแสนเป็นล้านข้อความต่อเดือน จะกระทบแรงพอสมควร เพราะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น จาก 0.04 บาท ต่อข้อความ เป็น 0.06 บาทต่อข้อความ

ส่วนคนที่ใช้แพ็กเกจฟรี ฟังดูเหมือนไม่ได้เสียเงินอะไร แต่ในแง่ปริมาณที่เคยบรอดแคสต์ได้ หายไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ นั่นเท่ากับว่าอาจต้องซื้อแพ็กเกจ Basic มาใช้งาน ขึ้นอยู่กับสภาพการเงินของแต่ละธุรกิจ มิฉะนั้นเราคงส่งข้อความหาลูกค้าได้น้อยแสนน้อย

.

แล้วชาว SME อย่างพวกเราจะทำยังไงกับสถานการณ์การขึ้นราคาบรอดแคสต์ของ LINE ครั้งนี้หรือในครั้งต่อไปได้อย่างไร คำตอบคือต้องปรับตัว และใช้ทรัพยากรในการยิงข้อความแต่ละครั้งให้คุ้มค่าและชาญฉลาดที่สุดกับเงินที่เสียไปในแต่ละครั้ง

“ต่อให้คุณเป็นธุรกิจที่มีผู้ติดตาม LINE OA อยู่ไม่มาก ก็ไม่ควรมองผ่านเรื่องนี้นะครับ อย่ารอให้ผลกระทบเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะถ้าธุรกิจเราจะโต จำนวนผู้ติดตามถือเป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้ได้ยอดขายตามมาเยอะด้วย”

ดังนั้นเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประหยัดต้นทุนการส่งข้อความผ่าน LINE OA ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า ส่วน นินจาการตลาด SME need to know มีข้อแนะนำอย่างไรนั้น ตามอ่านกันดูได้เลยดังนี้ครับ

7 เทคนิคการ Broadcast LINE OA ให้ประหยัดคุ้มค่ามีประสิทธิภาพที่สุด

1. การทำคอนเทนต์อย่างมีคุณภาพและถูกต้องตามหลักการ

การสร้างคอนเทนต์ที่ดีต้องมี Key message ที่ชนะใจลูกค้า ที่นินจาการตลาด SME need to know เคยแนะนำให้ใช้อยู่บ่อย ๆ ก็คือ หลัก 3C เพื่อหา Winning Zone ก่อน โดยให้เรามองตัวแปรสำคัญ 3 ตัว ได้แก่ ตัวเราเอง (Company), คู่แข่ง (Competitor) และลูกค้า (Customer) โดยต้องหาจุดเด่นของเราที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ และเป็นจุดเด่นที่ลูกค้าก็ต้องการฟังด้วย เมื่อได้ Key message แล้ว ให้เลือกเพียงหนึ่งเรื่องมาสร้างเป็นภาพอาร์ตเวิร์ค เพื่อให้ประเด็นนั้นโดดเด่นชัดเจน

.

ซึ่งภาพที่ใช้ประกอบก็ควรล้อกันกับ Key message เพื่อให้เนื้อหาที่ลูกค้าอ่านชัดเจนมากขึ้น และหากสามารถสะท้อนประสบการณ์ของลูกค้าได้จนทำให้ลูกค้าหยุดดู และมี Action กับคอนเทนต์นั้น ๆ ก็จะถือว่าประสบความสำเร็จ

 

เรื่องนี้ไม่ยากครับ ที่จะคิดหา Key message ได้เองทันทีที่ต้องการ แต่ต้องฝึกนะครับ ใครอยากมี Skill เรื่องนี้ ให้อ่านวิธีการหา Key message ได้ที่ 

.

.

 

การจัดเรียงคอนเทนต์ตาม Purchase Stage Funnel ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละช่วงลูกค้ามีความต้องการหรือความรู้สึกต่อสินค้าไม่เหมือนกันด้วย.

 

นอกจากเนื้อหาแล้ว การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น การกำหนดสีหลักของแบรนด์ที่อยู่บนอาร์ตเวิร์ก เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็สามารถซื้อผ่านช่องทางออฟไลน์ได้เมื่อรู้จักแบรนด์แล้ว

ดังนั้นการที่เนื้อหาเราโดนใจลูกค้า จะทำให้เกิดความคุ้มค่าทุกครั้งที่บรอดแคสต์ข้อความออกไป ดีกว่าส่งข้อความแบบไม่คิด ไม่ได้ปรับปรุงให้ดี ไม่ต่างอะไรกับการยิงทิ้งยิงขว้าง นอกจากไม่ได้การกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจจนเกิดยอดขายแล้ว ยังจะส่งผลร้าย ทำให้อัตราการบล็อกเพิ่มขึ้นมากตามมา

2. สร้าง Rich Message และ Card Message แบบจัดเต็ม

จัดไปเลยจากที่เคยฝัง Action ได้ 6 ช่องสูงสุด ตอนนี้กลายเป็น 8 ช่องแล้ว ทำให้สามารถใส่ลิงก์เพื่อส่งไปยัง Landing Page ได้ถึง 8 จุดด้วย หากบรอดแคสต์ของคุณ 1 ครั้ง ใส่ Rich Message ได้ 8 ช่อง ในจำนวน 3 บอลลูน เท่ากับว่าส่งรูปทีเดียว 124 รูปได้เลย

.

แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่แนะนำนะครับ ที่จะใช้ Rich Message 3 ตัวในการส่งครั้งเดียว เพราะมันจะทำให้เนื้อหายาวเกินไปจนล้นหน้าจอมือถือ แนะนำว่าแค่ตัวเดียวก็พอ อาจจะมีข้อความอธิบายในภาพ หรือแยกข้อความออกเป็นบอลลูนที่ 2 ก็ได้นะครับ

ตัวอย่างการบรอดแคสต์ด้วย Rich Message ที่แบ่ง Action ได้หลายตัว

เช่นเดียวกับ Card Message เราสามารถใส่ได้สูงสุด 9 การ์ด รวมการ์ดปิดท้ายอีก 1 การ์ด ก็รวมเป็น 10 Card ซึ่งใน Card Message และสามารถใส่ลิงก์ได้เช่นกัน ด้วยความที่ใส่ได้เยอะมากขนาดนี้ และหน้าตาก็เฟรนลี่น่าเลื่อนดู ช่วยให้เราสามารถส่งรูปหรือสินค้าได้ทีละเยอะ ๆ แบบไม่ต้องกลัวเปลืองบรอดแคสต์ เพราะการ์ดเมสเซจ 1 ชุดก็นับเป็น 1 บอลลูนเท่านั้น

.

.

ยิ่งถ้าเราเป็นธุรกิจที่มีข้อมูล สินค้า/ บริการเยอะ เทคนิคนี้ยิ่งเหมาะจะใช้มากๆ ยกตัวอย่างเช่นแคตตาล็อคสินค้าที่ใส่ได้ทั้งรูปสินค้า, ชื่อสินค้า, รายละเอียดราคาสินค้า หรืออย่างร้านอาหาร, โรงแรมที่พักสามารถใส่จุดเช็กอินลิงค์ไปแผนที่, ใส่เวลาหรือราคาระบุในการ์ดได้

ตัวอย่างการบรอดแคสต์แบบ Card Message

หรือแม้แต่ธุรกิจที่พรีเซ้นต์ตัวบุคคลอย่าง อาจารย์ที่สอนคอร์สต่างๆ, ช่างร้านเสริมสวย ก็สามารถทำเป็นการ์ดบุคคลที่สามารถใส่รูป, คำอธิบาย, เนมแท็กที่ระบุสกิลของคนๆ นั้นได้ 3 แท็ก ซึ่งทุกธุรกิจที่เอ่ยมา สามารถเพิ่มปุ่ม Call-to-Action ได้ทั้งหมดเลยครับ

3. ทำ Chat Tag เพื่อบรอดแคสต์ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากคอนเทนต์ที่ต้องการจะสื่อสารแล้ว บางครั้งเราอาจไม่ต้องการให้ทุกคนใน Target Reach เห็น Chat Tag ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ และยังเป็นเครื่องมือในการทำ Retargeting ที่ใช้ได้ดีอีกด้วย

.

วิธีสร้าง Chat Tag สำหรับบรอดแคสต์คือ เข้าไปที่หน้าแชท แล้วใส่แท็กตามรายชื่อของลูกค้าที่ต้องการ จากนั้นเลือกสัญลักษณ์บรอดแคสต์ซ้ายมือ เลือกแท็กที่จะบรอดแคสต์ไปหา ระบบจะพาไปหน้าบรอดแคสต์ซึ่งคุณจะเห็นชื่อแท็กปรากฏอยู่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

.

ไอเดียคือให้เราแยกลูกค้าเป็นกลุ่ม ๆ ตามหมวดหมู่ เช่น เคยซื้อ สอบถามราคา รอชำระเงิน เป็นต้น แม้ว่าฟังก์ชันบรอดแคสต์จะมีการกรองตามประชากรศาสตร์และพฤติกรรม แต่อาจยังไม่เพียงพอ ดังนั้น Chat Tag จะช่วยให้เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ตรงความต้องการมากขึ้น

.

สำหรับการบรอดแคสต์เฉพาะกลุ่มบางกลุ่มของ Target Reach ทั้งหมด Chat Tag ก็ช่วยได้ นอกจากช่วยประหยัดบรอดแคสต์แล้ว ยังช่วยให้สื่อสารได้ตรงกลุ่มมากขึ้นด้วย

4. ใช้ Step Message ช่วยสื่อสารแบบรายบุคคล

หมดยุคแล้วกับการบรอดแคสต์แบบกว้าง หรือแบบส่งไปหาทุกคนที่ติดตาม เพราะการส่งบรอดแคสต์ด้วย Step Message จะช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อความที่เหมือนกัน ทั้งตัวเนื้อหา และลำดับการได้รับข้อความ

.

ซึ่งหากเราวาง Content Funnel ไว้เป็นอย่างดี นอกจากจะทำให้ประหยัดค่าบรอดแคสต์ไปได้มากหลายเท่าตัวแล้ว มันจะช่วยให้เรามีโอกาสได้ยอดขายกับลูกค้าที่ได้รับลำดับข้อความ Step Message ที่เราตั้งเอาไว้ด้วย

รูปตัวอย่างการส่งข้อความบรอดแคสต์ด้วยการใช้ Step Message เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

ที่สำคัญคือ การวางกลยุทธ์กำหนดกลุ่มเป้าหมายจาก Action ต่าง ๆ ของลูกค้าต้องชัดเจน และหวังผลได้จริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้เราสามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ อาจจะใช้หลักการตลาด Customer Journey เข้ามาช่วยด้วยก็ยิ่งดี เพราะมันจะทำให้เราประเมินได้ว่าจะต้องใช้ Action ใดบ้างของผู้คนที่กระทำต่อ LINE OA ของเรา

.

ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอบคุณ LINE ที่วางเครื่องมือที่สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าลูกค้าที่ติดตามเราอยู่แต่ละคนนั้นทำอะไร คลิก หรือดูที่ไหน บน LINE OA ของเรา แถมยังไปดูในที่เว็บไซต์เรา รวมถึงเครือข่าย LINE EcoSystem อื่น ๆ ที่เราใช้งานร่วมกันอย่างเช่น LINE Ads, MyShop, Etc. อีกด้วย

5. ใช้ฟีเจอร์ MyCustomer | CRM ให้คุ้มค่า

ถ้าใครยังไม่มีระบบสมาชิกของร้านค้าตัวเอง บอกเลยว่านี่คือจังหวะดี ที่ทำให้เราจะได้ใช้ระบบสมาชิกมาตรฐานได้จริงเสียที เพราะอย่างที่ทราบครับว่าการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายแพ็กเกจ Pro จะแถมฟรีให้เราได้ใช้ MyCustomer | CRM ไปด้วย 

.

ซึ่งมันเป็นระบบสมาชิกที่มีเครื่องมือช่วยกระตุ้น หรือสร้างข้ออ้างเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเก่าซื้อสินค้าซ้ำๆ หรือซื้อครั้งและมากๆ ขึ้นได้ รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นให้กับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยซื้อ ให้ตัดสินใจซื้อครั้งแรกง่ายขึ้น เพราะอาจจะถูกกระตุ้นด้วยแต้มสะสมที่จะได้รับ เพื่อนำไปแลกของรางวัล

.

อารมณ์ว่า ซื้อเจ้านู้นก็ราคาไม่ต่างกัน แต่ซื้อเจ้านี้ดีกว่า เพราะจ่ายเท่ากัน แต่ได้แต้มเพิ่ม

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้เราประหยัดและช่วยให้การบรอดแคสต์แต่ละครั้งมีคุณภาพ น่าสนใจ ไม่โดนบล็อกด้วยความรำคาญ ต้องมีไอเดียหรือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เสริมเข้าไปถึงจะทำให้เครื่องมือฟังก์ชันของ LINE ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

.

ใครอ่านจบถึงตรงนี้ ลองแชร์ประสบการณ์การใช้ LINE OA หน่อย ว่าวิธีไหนที่ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายและสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือถ้ามีเคล็ดลับอื่นๆ ที่อยากแบ่งปันกับผู้อ่านคนอื่นๆ ลองพิมพ์มาบอกกันในคอมเมนต์ได้เลยครับ

6. Rich Menu ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่ช่วยให้ประหยัดลงได้

เพราะเราเก็บข้อมูลของคนที่เข้ามาคลิกแต่ละปุ่มของ Rich Menu เราได้ เช่น เรามีปุ่มของประเภทสินค้าอยู่ 3 ประเภท ซึ่งระบบจะเก็บจำนวนการคลิกปุ่มใด ๆ ให้เราได้ทราบ แล้วนำมาใช้สร้างเป็นกลุ่มเป้าหมายได้

.

และแน่นอนว่าเราเอากลุ่มเป้าหมายที่เก็บได้นั้นมาบรอดแคสต์หรือจะใช้ Step Message ก็ได้ด้วยเช่นกัน

.

ดังนั้นการวางแผนการใช้ Rich Menu ก็อย่าลืมเผื่อคิดไปถึงการเก็บข้อมูลจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่คลิกปุ่มต่าง ๆ ด้วย เพราะเราจะได้แยกเนื้อหาส่งหาลูกค้าได้อย่างตรงเป้า และประหยัดกว่าการหว่านยิงไปหาทุกคน ๆ หลายเท่าตัวเลย

เก็บข้อมูลการคลิกแบบที่ไม่จำเป็นต้องคุยแชทหรือรู้จักลูกค้าคนนั้นมาก่อนเลยก็ได้ นี่แหละ LINE OA ที่ SME หลายธุรกิจกำลังโลดแล่นเก็บยอดขายอยู่บนช่องทางนี้กัน

.

ใครยังไม่ได้ใช้ Rich Menu ถึงขั้นนี้ แนะนำให้รีบทำ รีบวางกลยุทธ์กันตอนนี้เลยนะ

7. ใช้ฟีเจอร์สร้างกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ บน LINE OA ให้คุ้มค่า

พอพูดถึงเรื่องการเก็บข้อมูลผู้คลิกบน Rich Menu แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงการเก็บข้อมูลจาก Action อื่นของ LINE OA ทีมีให้เราเลือกใช้ถึง 8 ตัวด้วยกัน

.

ใช่ครับ มันทำงานแบบเดียวกันกับ Rich Menu เลย คือ เราสามารถเอาจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่มี Action เหล่านั้น มาใช้ในการบรอดแคสต์หรือใช้ Step Message ได้

 ภาพกลุ่มเป้าหมายทั้ง 8 ประเภทที่สามารถนำมาใช้ Broadcast และ Step Message ได้

ประเภทของกลุ่มเป้าหมาย

7.1. Message Click

  • กลุ่มเป้าหมายที่มาจากการเปิดดูข้อความบรอดแคสต์ แล้วมี Action เป็นการคลิกลิงก์ที่ฝังมากับข้อความบรอดแคสต์ใด ๆ

7.3. Rich Menu Click

  • กลุ่มเป้าหมายนี้คล้ายคลึงกับกลุ่มแรก เพียงแต่กลุ่มนี้จะเหมารวมทุกคนที่เปิดดูข้อความบรอดแคสต์ใด ๆ นั้นเข้ามา ไม่ว่าจะคลิกลิงก์หรือไม่คลิกลิงก์ในข้อความบรอดแคสต์นั้นก็ตาม

7.2. Message Impression

  • กลุ่มเป้าหมายที่มาจากการคลิกปุ่ม Rich Menu ซึ่งสามารถเลือกแยกเป็นปุ่มใดปุ่มหนึ่งหรือนับทุกคนที่กดปุ่มแบบที่ไม่ได้เฉพาเจาะจงปุ่มก็ได้ด้วย

7.4. Rich Menu Impression

  • กลุ่มเป้าหมายที่เปิดหน้า Chat ของ LINE OA เราแล้วเห็นการแสดงผลของปุ่ม Rich Menu ซึ่งต่อให้ไม่ได้กดปุ่มใด ๆ ก็นับเป็นกลุ่มเป้าหมายนี้ทั้งหมดครับ

7.5. Add Friend Path

  • โดยปกติแล้วการเพิ่งเพื่อน จะมีช่องทางการเพิ่มอยู่หลากหลายช่องทางครับ กลุ่มเป้าหมายนี้จึงแยกที่มาของผู้ที่เพิ่มเพื่อนเข้ามาได้ ตัวอย่างของการแยกมีดังนี้ครับ

7.6. Chat Tag

  • ข้อนี้น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดตัวหนึ่งเลย เพราะมันคือตัวที่จับมาจาก Chat Tag ที่เราสร้างไว้ ซึ่งจะต้องมาทำการกดสร้างก่อนนะครับ Chat Tag ที่มีอยู่ จะไม่ได้อยู่ ๆ กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายเองอัตโนมัติ

7.7. Web Traffic

  • อันนี้เราต้องมีเว็บกันก่อนนะครับ แล้วก็ต้องนำเอา LINE OA Base Code ไปฝังใส่ไว้ที่ Header ของทุกหน้าในเว็บไซต์ หลังจากนั้น เราก็สามารถเลือกที่จะสร้างกลุ่มเป้าหมายจาก คนที่เคยเข้าหน้าต่าง ๆ ได้แล้ว
    .
    ส่วนใครอยากได้ละเอียดกว่านั้น ถึงขึ้นที่ระบบการกระทำอะไรบางอย่างบนเว็บ เช่น เลือกเฉพาะคนที่คลิกปุ่ม ใด ๆ หรือ เปิดคลิป หรือกรอกฟอร์มข้อหรือ หรือแม้แต่นำสินค้าลงตระกร้าสินค้าแล้ว อันนี้สามารถทำได้ด้วยการฝัง LINE OA Tag Event หรือ Convesion Code ได้เช่นกันครับ

7.8. User ID Upload

  • เรื่องสุดท้ายคือเราสามารถเอา User ID มาอัปโหลดเข้าสู่ LINE OA ได้ตรง ๆ  เลยครับ User ID ที่ว่านี่ ไม่ใช่ ID LINE ของลูกค้าเรานะครับ User ID มันเป็นตัวเลขเฉพาะบุคคลนั้น ๆ ครับ ซึ่งมีอยู่ 16 หลัก แล้วมันก็จะเปลี่ยนไปด้วย เมื่อ LINE OA นั้นอยู่คนละ Provider กัน
    .
    ถ้าอ่านแล้วงง ๆ ก็ไม่ต้องกังวลครับ กลุ่มเป้าหมายนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องใช้ความรู้ด้าน API สักหน่อย ซึ่งถ้าบัญชีเรายังเพิ่งเริ่มต้นทำงานไม่นาน ก็ยังไม่ต้องใช้เรื่องนี้ก็ได้ครับ

ทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางที่ นินจาการตลาด SME need to know รวบรวมจากประสบการณ์ของ อ.ออดี้ - กิตติชัย ในฐานะ LINE Certified Coach ตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2024 มาสรุปเอาไว้ให้เป็นแนวทาง

.

อย่างไรก็ดีครับ ฟีเจอร์ทั้งหมดที่พูดถึงคงไม่สามารถช่วยเราได้ หากเราไม่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะสม และกระตุ้นให้ลูกค้าที่ได้รับข้อความหยุดดูและเกิด Action ใด ๆ ขึ้นมาได้

.

นินจาการตลาด SME need to know รู้ดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับพวกเราเลย แล้วการถ่ายทอดผ่านข้อความหรือบทความ อาจทำให้ไม่สามารถทำให้เข้าใจจริง ๆ กับเรื่องนี้ได้ เพราะต้องเจาะจงไปถึงจุดเด่นและข้อจำกัดต่าง ๆ ของแต่ละธุรกิจที่มันมีความแตกต่างกัน

.

ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจที่มีความตั้งใจจะสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เอาไว้สื่อสารกับลูกค้า ไม่ว่าจะเอาไปเพื่อ บรอดแคสต์, สเต็ปเมสเสจ หรือแม้แต่การเอาไปยิงโฆษณาก็ตาม จะได้ความรู้จริง ๆ ที่เอาไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง

.

และนี่คือคอร์สเรียนแห่งปีที่จัดมาให้พวกเราทุกคน ที่อยากชนะในเกมส์แห่งการแข่งขั้นเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นแบบนี้

Workshop ที่พาคุณจับมือทำจริงเลย โดย อ.ออดี้ นินจาการตลาด SME need to know เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถ...

  • เลือกหา Key Message ที่จะชนะใจลูกค้าได้ แบบมีแพทเทิร์น แบบแผนที่เอาไปแกะจุดเด่นของสินค้าตัวเอง และสร้างเป็นวลีได้ ไม่จำกัด
  • ได้แนวทางจัดวางภาพอาร์ตเวิร์กที่สะท้อนวลีหลักที่จะเอามาให้ได้อย่างลงตัว จะทำเองหรือตรวจงานลูกน้องหรือเอเจนซี่ ก็จะมีหลักจับที่ชัดเจน ไม่ใช่แต่อารมณ์อีกแล้ว แล้วต่อจากนี้
  • วางโครงสร้าง Customer Journey หรือ Stage ของ Purchase Funnel ได้อย่างลงตัว รู้ว่าต้องเตรียมคอนเทนต์แบบไหน ในการโฆษณา โฆณาแล้วต้องภาพลูกค้าที่คลิกเข้ามาไปทางไหนต่อ และต้องใช้คอนเทนต์แบบไหนในการสื่อสารกับลูกค้ารายที่เข้ามาถึงในแต่ละ Funnel ที่ลึกขึ้น
  • เข้าใจหลักในการสร้างภาพจำ Brand or Corporate Identity เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเนื้อหาสินค้าของคุณ ไม่ว่าลูกค้าจะเห็นเมื่อไหร่ ก็จำได้ว่ากำลังเจอแบรนด์อะไรอยู่ ต่อให้ไม่ซื้อ อย่างน้อย ๆ ก็ได้ภาพจำก็ยังดีกว่า ไม่จำอะไรเลย

ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจที่ได้เรียน ได้รับความรู้แบบเดียวกับที่เอเจนซี่ใช้ทำงานให้กับแบรนด์จนประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว

.

สนใจ คลิกเลยที่ภาพข้างล่างนี่ครับ...


 

 

อ่านจบแล้วอย่าลืมกดติดตาม

LINE OA: @smeneedtoknow

เพื่ออัปเดตความรู้อื่น ๆ

เพิ่มเพื่อนเพื่อรับความรู้ 

แชร์โพสต์นี้

ก่อนอ่าน... พวกเรากดติดตาม

LINE OA: @smeneedtoknow

เพื่ออัปเดตความรู้อื่น ๆ แล้วหรือยัง?

เพิ่มเพื่อน

แท็ก
บล็อกของเรา
เก็บถาวร
ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อแสดงความคิดเห็น